วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ปัญหาจริยธรรมการเมืองไทย

สัมมนาปัญหาจริยธรรมทางการเมืองการเมืองของไทย
แนวคิดทฤษฎีการเมืองยุคใหม่
ทฤษฎีว่าด้วยรัฐและการปกครองระบอบ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ตามแนวคิดของมองเตสกิเออ (Montesquieu) คือธรรมชาติหรือโครงสร้างของการปกครองระบอบนี้ก็คืออำนาจอธิปไตยอยู่ที่องค์คณะประชาชน ผู้ซึ่งในบางแง่ก็เป็นองค์อธิปัตย์ ในอีกบางแง่ก็เป็นผู้อยู่ใต้ปกครองคณะประชาชนเป็นองค์อธิปัตย์ เมื่อเขาลงคะแนนเสียงซึ่งก็เป็นเจตจำนงของเขาเอง “เจตจำนงขององค์อธิปัตย์ก็คือตัวองค์อธิปัตย์นั่นเอง”
ดังนั้น กฎหมายที่จัดตั้งสิทธิออกเสียงจึงเป็นกฎหมายมูลฐานในการปกครองระบอบนี้ ในฐานะองค์อธิปัตย์ประชาชนจะต้องทำด้วยตัวเองสิ่งที่เขาสามารถทำได้ดี สิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้ดี เขาจะต้องให้รัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่ที่เขาเป็นผู้เลือก เป็นผู้กระทำการแทน
ปัญหาการเมืองไทย
1. สังคมและวัฒนธรรมไทย เป็นระบบอุปถัมภ์
วัฒนธรรม จารีต ความเชื่อ วิถีชีวิตของสังคมไทย เป็นสังคมที่พึ่งพาอาศัยกัน
ให้ความเคารพผู้อาวุโส เป็นสังคมที่มี ผู้ใหญ่ และผู้น้อย เป็นสถานภาพที่สำคัญ ผู้ที่มีตำแหน่งที่ต่ำกว่าคือ “ผู้น้อย” จะต้องเคารพและเกรงใจ “ผู้ใหญ่” ซึ่งมีฐานะตำแหน่งที่สูงกว่า และยังยึดถือค่านิยมที่ให้ความสำคัญของตัวบุคคล เป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ที่สืบทอดมายาวนานจนถึงปัจจุบัน สังคมและวัฒนธรรมไทยแบบอุปถัมภ์ จึงมีผลทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทย เป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ยังคงยึดถือให้ความสำคัญกับตัวบุคคล ผู้มีอำนาจทางการเมือง และอำนาจเงินตรา ดังจะเห็นได้จากสมาชิกของพรรคการเมือง จะเคารพและเกรงใจผู้ที่เป็นหัวหน้าพรรค หรือผู้มีอำนาจในพรรค และพร้อมที่จะสนับสนุนหัวหน้าพรรคตลอดเวลา เพื่อหวังการมีตำแหน่งทางการเมือง เช่น การได้รับแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาล ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
2. การจัดตั้งพรรคการเมือง
พรรคการเมืองกำเนิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนในตัวผู้นำ ให้ความสำคัญกับผู้เป็นผู้นำหรือหัวหน้าพรรค พรรคจะเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรมหรือยกเลิก การสิ้นสุดของพรรคนั้นขึ้นอยู่กับบุคคลที่เป็นหัวหน้าพรรค
พรรคการเมืองไทยไม่ได้ เกิดจากการรวมตัวกันของผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน แต่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มต่าง ๆ ในพรรคการเมือง ทำให้เกิดการแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นวัง เป็นก๊วน หรือขั้วต่าง ๆ ภายในพรรค และกลุ่มต่าง ๆ ก็จะพยายามต่อรองผลประโยชน์ของกลุ่มภายในพรรค เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และผลประโยชน์ หรือให้สมาชิกในกลุ่มได้รับการจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง เช่น ตำแหน่งรัฐมนตรี ตามกระทรวงต่าง ๆ โดยที่กลุ่มต่าง ๆ คำถึงแต่ผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง โดยมิได้ดูแลผลประโยชน์โดยส่วนรวมและผลประโยชน์ของชาติ
พรรคการเมืองไทย ขาดความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองตกอยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของชนชั้นนำซึ่งเป็นผู้มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ของฝ่ายนายทุนรายใหญ่ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการให้เงินอุดหนุนแก่พรรคการเมือง เนื่องจากระบบการเลือกตั้งเป็นระบบที่ใช้เงินเป็นใหญ่ทั้งในการเลือกตั้งและในพรรคการเมือง จึงทำให้พรรคการเมืองต้องพึ่งพากลุ่มนายทุนรายใหญ่ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ธุรกิจการเมือง” หรือ “การเมืองแบบทุนนิยม” พรรคการเมืองที่ขาดการอุดหนุนจากนายทุนรายใหญ่ แม้พรรคจะมีอุดมการณ์ทางการเมือง และมีบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความรู้ความสามารถ มีอุดมการณ์ทางการเมือง ก็ไม่สามารถรวมตัวเป็นพรรคการเมืองได้ หรือหากรวมตัวกันได้ ก็ไม่ได้รับเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะเห็นได้จากการเลือกตั้งในทุก ๆ ครั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะเป็นคนเก่า อุดมการณ์เดิม ๆ
ดังนั้น การเมืองระบบทุนนิยม คือ การมีพรรคการเมืองที่มีฐานทุนนิยมผูกขาดและสามารถกว้านซื้อเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนเก่าซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและมีฐานเสียงมากมาเป็นสมาชิกของพรรค เพื่อซื้อและขยาย “ฐานเสียง” ในการเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากที่สุดในรัฐสภา เป็นการเมืองที่ใช้เงินทำลายคุณธรรมทางการเมือง โดยไม่ได้คำนึงถึงวิถีทางประชาธิปไตย
3. ผู้นำของพรรคการเมือง
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พรรคการเมืองไทย ดึงตัวผู้นำที่เป็นบุคคลระดับที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้นำของพรรคการเมืองหรือเป็นผู้บริหารพรรค เนื่องจากการที่พรรคการเมืองได้ผู้นำทางการเมืองของพรรคเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไปแล้วจะทำให้พรรคได้รับความนิยมจากประชาชน จากการศึกษาจะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองจะยึดหลักตัวบุคคลที่เป็นผู้นำและกลุ่มอำนาจที่ครอบงำพรรค โดยที่มิได้คำนึงถึงว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ยึดหลักอุดมการณ์ทางการเมือง หรือเป็นผู้ที่ยึดมั่นในจริยธรรมและคุณธรรม มากน้อยเพียงใด การที่พรรคอาศัยตัวบุคคล ยึดมั่นในตัวบุคคล เมื่อตัวบุคคลสิ้นสภาพลงในทางการเมือง หรือยกเลิกบทบาททางการเมืองของตนเอง ก็จะส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองอาจทำให้พรรคหมดความนิยมหรือต้องล้มเลิกพรรคไป
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้นำทางการเมืองจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม ผู้ปกครองที่มีคุณธรรมคือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ แยกแยะสิ่งที่ดีออกจากสิ่งที่ไม่ดี แยกแยะประเด็นด้านจริยธรรมได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้นำพรรคการเมือง จะต้องมีคุณธรรมในเรื่องดังต่อไปนี้
1. มีความซื่อสัตย์สุจริต
2. เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
3. ถือประโยชน์ของชาติเหนืออื่นใด
4. สร้างความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ
4. การขาดความชอบธรรม คุณธรรมและจริยธรรมของพรรคการเมือง นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ในปัจจุบัน จะพบว่า พรรคการเมืองและนักการเมืองไทย หรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขาดความชอบธรรม คุณธรรมและจริยธรรมทางการเมือง เนื่องจากมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและของประเทศชาติอย่างแท้จริงร
รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม คุณธรรม และจริยธรรม เนื่องจาก
1. รัฐบาลได้ประกาศนโยบายปราบปรามทุจริต คอร์รัปชั่น อย่างเร่งด่วน และต้องปฏิบัติให้ได้ผลอย่างจริงจัง แต่การปฏิบัติจริงผู้นำและคณะรัฐมนตรี กลับเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทุจริต คอร์รัปชั่น และนโยบายของรัฐบาลยังเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลในรัฐบาลและเครือญาติให้ได้รับผลประโยชน์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคอรัปชั่นเชิงนโยบาย
2. รัฐบาลเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ และวุฒิสภา ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ การบริหารมิอาจดำเนินไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
3. นโยบายประชานิยม เพื่อหวังประโยชน์ในการสร้างความนิยมในระดับรากหญ้า เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน เป็นนโยบายที่ทำให้ประชาชน ยิ่งเป็นหนี้สินเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
4. ผู้นำทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ตั้งแต่ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่ามีการปกปิดทรัพย์สินบางส่วน เป็นการขัดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 295 ซึ่งในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัย ว่าไม่มีเจตนาหรือจงใจยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ (คดีซุกหุ้น) ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิดมาได้ ทำให้สังคมมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีอภิสิทธิชนเหนือกฎหมาย ต่อมาปี 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ มีปัญหาด้านจริยธรรม กรณีผลประโยชน์ของครอบครัวชินวัตร ในการขายหุ้นในเครือชินวัตร ให้กับเทมาเส็ก โฮลดิ้ง จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสื่อมวลชนได้ตีแผ่ถึงผลประโยชน์ที่ได้มาของธุรกิจในตระกูลชินวัตร และถูกกดดันให้มีการตรวจสอบและให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจงกรณีดังกล่าว แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นิ่งเฉย และประกาศยุบสภา เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา
ความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย ความชอบธรรมคือความถูกต้องและ เป็นที่ยอมรับของสังคม เช่น ผู้ที่ได้รับคะแนนบริสุทธิ์จากการเลือกตั้ง คะแนนนั้นไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีอำนาจคุม เป็นคะแนนที่ประชาชนเป็นผู้เลือกมาให้เป็นผู้แทนของประชาชน บุคคลนั้นถือว่าเป็นคนที่มีความชอบธรรมสูง การใช้เสียงข้างมากในการบริหารประเทศอย่างชอบธรรม ถูกต้อง เมื่อเกิดความไม่ชอบธรรมในการบริหารประเทศจะทำให้คนแต่ละฝ่ายรวมตัวกัน เพื่อจะเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งและเรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
ดังนั้น พรรคการเมืองและนักการเมือง ต้องมีความชอบธรรม คุณธรรมและจริยธรรม
ความชอบธรรมทางการเมือง การใช้อำนาจของผู้นำทางการเมือง การบริหารงานให้มีความโปร่งใส โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม และถูกต้องสอดคล้องกับหลักจริยธรรมของสังคม ไม่เพียงเฉพาะถูกกฎหมายเพียงอย่างเดียว
คุณธรรมทางการเมือง คือ การเสียสละเพื่อรัฐและเพื่อส่วนรวม หมายถึงการเสียสละ การมีวินัย การไม่เห็นแก่ตัวของเราเอง ไม่มีความละโมบกระหายในสิ่งต่าง ๆ
คุณธรรมของนักการเมืองคือ ความซื่อสัตย์ สุจริต ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อหน้าที่ ต่อชาติ
จริยธรรมที่สำคัญขั้นพื้นฐานคือ ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนกัน และไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
หากพรรคการเมืองไทยและผู้นำทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความชอบธรรมและมีคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว ประเทศไทยก็จะไม่เกิดปัญหาเหมือนกับที่ผ่านมา และประเทศจะพัฒนาและเจริญก้าวหน้าเท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ
5. การจัดตั้งรัฐบาลเป็นรูปแบบผสม
ในสังคมการเมืองไทย นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ก็ไม่ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองใดได้รับคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร รูปแบบของรัฐบาลจึงเป็นรัฐบาลผสม การเป็นรัฐบาลที่มีหลายพรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาลย่อมทำให้ผู้นำรัฐบาลไม่สามารถบริหารงานได้อย่างอิสระได้ เพราะแต่ละพรรคการเมืองย่อมต้องการผลักดันนโยบายของพรรคตนเองให้เกิดผลตามที่สัญญาแก่ประชาชนไว้ และที่สำคัญมักจะมีการแก่งแย่งตำแหน่งทางการเมืองและผลประโยชน์อื่น ๆ ของบุคคลในพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล แต่การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2548 พรรคไทยรักไทย นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นพรรคการเมืองที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยพรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ด้วยคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น โดยมี ส.ส.ถึง 377 คน และจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองเดียว ทำให้เป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพมาก จนกลายเป็นเผด็จการโดยพรรคการเมืองเดียว โดยคน ๆ เดียว แต่ในขณะเดียวกันย่อมนำไปสู่การเกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศในระยะต่อมา เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านไม่สามารถตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากเสียงของฝ่ายค้านมีไม่เพียงพอ
สรุปการมีรัฐบาลผสมที่มีพรรคการเมืองหลายพรรค ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องความขัดแย้งในการจัดสรรผลประโยชน์และการประสานงาน ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่การมีรัฐบาลที่มีพรรคการเมืองเดียวก็ทำให้เกิดเผด็จการทางรัฐสภา ขาดการถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบอย่างแท้จริง ทำให้พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล ดังที่เกิดปัญหาในรัฐบาลของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา
6. การปฏิวัติและรัฐประหาร
นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การรัฐประหารเป็นความขัดแย้งทางการเมืองของ
ฝ่ายทหารกับการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองจากรัฐบาล โดยการรัฐประหาร จากการที่ได้มีการรัฐประหารบ่อยครั้ง ทำให้พรรคการเมืองต้องยุบ และล่มสลายไปและทำให้การดำเนินการทางการเมืองต้องหยุดชะงักลง ไม่ต่อเนื่อง ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเมือง สถาบันทางการเมืองจะถูกยุบบ่อยครั้งมากที่สุด เมื่อคณะรัฐประหารสำเร็จ สิ่งที่จะกระทำเป็นสิ่งแรก คือ การยุบสภา การยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพรรคการเมือง และในบางครั้งก็ถือโอกาสทำลายนักการเมืองไปด้วย โดยอำนาจคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร เช่น การกระทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 ก็ได้ประกาศยุบพรรคการเมือง สั่งห้ามการชุมนุมทางการเมือง และเป็นเหตุให้พรรคเสรีมนังคศิลา แตกแยก กระจัดกระจาย จากนั้นก็หมดบทบาทไป และการทำรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) (ปัจจุบันแปรสภาพเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)) ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ กระทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หมดอำนาจลง โดยประกาศของ คมช. ฉบับที่ 15 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไป และห้ามพรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใด ๆ ในทางการเมือง มีผลทำให้การดำเนินการทางการเมืองของพรรคการเมืองต่าง ๆ หยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง
7. การมีส่วนร่วมของประชาชน
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้ทำการแทน ให้ทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ ประชาชนจึงเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศชาติ ดังนั้นประชาชนจึงมีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ขายสิทธิขายเสียงของตน แต่การเลือกตั้งในทุก ๆ ครั้ง ก็ยังคงเกิดปัญหาการขายสิทธิและขายเสียง ดังนั้นการป้องกันและขจัดการซื้อสิทธิขายเสียง ผู้ที่จะถูกซื้อสิทธิ และผู้ที่จะตัดสินใจว่าจะยอมขายเสียงหรือไม่ก็คือประชาชน ประชาชนจึงเป็นผู้กำหนดที่แท้จริงว่าจะให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงอยู่ต่อไปหรือไม่
นักการเมืองที่ซื้อเสียงมักอาศัยข้อด้อยของประชาชนที่ส่วนใหญ่มีความยากจน แต่หากประชาชนอ้างว่าที่ต้องขายสิทธิและขายเสียงเนื่องมาจากความยากจนแล้ว เมื่อเลือกนักการเมืองที่ซื้อสิทธิซื้อเสียง ได้เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ทางการเมืองแล้ว ก็ย่อมจะแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองนั้น เพื่อการถอนทุนคืน ผลประโยชน์ก็จะไม่ตกมาถึงมือของประชาชน ก็จะทำให้ประชาชนยิ่งยากจนยิ่งขึ้น ดังนั้น หากประชาชนเลือกคนที่ไม่ดี พรรคการเมืองที่ไม่ดี ให้ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็เท่ากับว่าประชาชนได้สนับสนุนคนที่ไม่ดี พรรคการเมืองที่ไม่ดี เข้าไปบริหารประเทศ
การเลือกตั้งในชนบท มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันมาก ปัจจุบันประชาชน ยังคงเลือกผู้แทนราษฎร โดยไม่คำนึงถึงสาระหรือผลประโยชน์ในระดับชาติ หากจะอาศัยระบบอุปถัมภ์ชี้นำการลงคะแนนเสียง โดยประชาชนมักเลือกนักการเมืองที่จ่ายเงินให้ตน หรือเลือกนักการเมืองที่นำความเจริญก้าวหน้า (โดยผ่านนโยบายและโครงการของรัฐบาล) มาสู่ท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าผู้ที่ตนเลือกนั้น อาจเป็นคนที่ทุจริตโกงกิน หรือใช้อำนาจหน้าที่ในระดับชาติโดยมิชอบ หรืออาจเป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการทำงานระดับชาติ
ดังนั้น การเมืองแบบประชาธิปไตย ถือว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่การคัดเลือกบุคคลมาบริหารประเทศ บริหารกิจการสาธารณะของท้องถิ่น การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองด้วยการพูดคุยทางการเมือง การเขียนบทความ จดหมาย แสดงความคิดเห็นทางหนังสือพิมพ์ ทางโทรทัศน์ การจัดตั้ง และการเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือการรวมตัวประท้วงในรูปของกลุ่มผลประโยชน์
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในปัจจุบัน จะพบว่าประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยมาก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ขาดความรู้ ความเข้าใจ และไม่ตระหนักในคุณค่าของหลักการประชาธิปไตย จึงทำให้ประชาชนให้ความสนใจไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งน้อย ทั้ง ๆที่ การใช้สิทธิเลือกตั้งมีความสำคัญสูงมาก เพราะเป็นการแสดงออกซึ่งการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของปวงชน เป็นการใช้อำนาจของประชาชนในการกำหนดตัวผู้ปกครอง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนโดยตรง ประชาชนบางส่วนเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายระบบการเมือง นักการเมือง ขาดความศรัทธาต่อพรรคการเมือง
การสร้างและพัฒนาพรรคการเมืองของไทยให้มีความเข้มแข็ง เป็นสถาบันการเมืองมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย พรรคการเมืองจะต้องมี จริยธรรม โดยการสร้าง จรรยาบรรณทางการเมือง การสร้างความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบพรรคการเมือง การสร้างจริยธรรมละคุณธรรมของผู้นำพรรคการเมือง นักการเมือง และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความซื่อสัตย์สุจริต และการยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติเหนือผลประโยชน์ส่วนบุคคล
การเลือกตั้ง ทั่วไป ภายใต้ระบบการเมืองหลังปฏิรูป
ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจาการปฏิรูปการเมืองที่ต้องการให้การเมืองใสสะอาด รัฐบาลเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ ประชาชนมีส่วนร่วม ประเทศชาติมีประชาธิปไตย และกำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา ประกอบด้วย สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง จำนวน 200 คน
สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบบบัญชีราชื่อ จำนวน 100 คน และระบบแบ่งเขต จำนวน 400 คน รัฐธรรมนูญนี้มุ่งส่งเสริมพรรคใหญ่ บ่อนทำลายพรรคเล็ก ด้วยการนำระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (จังหวัด) เขตเดียว คนเดียว และการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนแต่มีเงื่อนไขว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละห้าของคะแนนเสียงทั้งหมด จะไม่ได้รับการจัดสรรที่นั่ง
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ แทนที่จะเป็นสิทธิดังที่เคยเป็นมาในอดีต โดยหวังว่าประชาชนจะไปใช้สิทธิกันเป็นปริมาณมาก อันจะทำให้การซื้อเสียงมีผลต่อการชนะเลือกตั้งน้อยลง เพราประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันมาก ถ้าจะซื้อเสียงให้ชนะต้องเป็นเป็นปริมาณมาก ก็อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะทำนั้น หวังว่าในที่สุดการซื้อเสียงในการเลือกตั้งจะหมดไปในที่สุด
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. ก็มีการกำหนดเงื่อนไขสูงกว่าเดิม คือจะต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีฯ และต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน
ผลของระบบเลือกตั้งดังกล่าว ผสมกับการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทย ที่มีเงินทุนมหาศาลดึงดูดนักการเมืองเก่าแก่เข้าพรรค ใช้นโยบายประชานิยม ใช้นโยบายการตลาดนำการเมือง ทำให้เกิดพรรคขนาดใหญ่ในระบบการเมืองไทย นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญยังมุ่งส่งเสริมให้รัฐบาลเข้มแข็ง โดยเฉพาะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี ทำให้รัฐบาลสามารถครอบงำการเมือง และสกัดกั้นการดำรงอยู่และการทำหน้าที่ของพรรคอื่น ๆ รวมทั้งการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
การเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไป ครั้งที่ 20 ในปี 2544
ผลการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส. มากที่สุด ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ระหว่าง 3 พรรคการเมือง คือ พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย และพรรคความหวังใหม่ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
การเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไป ครั้งที่ 21 ปี 2548
ผลการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้ง 377 เสียง จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
ในขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน มีสมาชิกเพียง 123 เสียง จึงมีเสียงไม่เพียงพอต่อการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
การเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป ครั้งที่ 22 วันที่ 2 เมษายน 2549
สืบเนื่องมากจาการขายหุ้น บริษัท แอมเพิล ริช ในเครือ ชินคอร์ป ให้กับบริษัทเทมาเส็ค ของรัฐบาลสิงคโปร์ เป็นเงิน 73,300 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ทำให้เกิดการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ ขายหุ้นโดยหลีกเลี่ยงภาษี อันเป็นประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรม และผลประโยชน์ทับซ้อน และนำไปสู่การชุมนุมประท้วงอย่างยืดเยื้อ โดยที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ก็ไม่สามารถชี้แจงทำความกระจ่างให้กับประชาชนให้หายคลางแคลงใจ โดยเฉพาะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง และผู้นำขบวนการประชาชนคนอื่น ๆ เป็นแกนนำ
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำหนดจะมีการประชุมต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งใหญ่ เนื่องจากเกิดความขัดแย้ง และนายกสามารถตอบคำถามให้ความกระจ่างได้ เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุม ประท้วงครั้งใหญ่และปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมา นกยกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ จึงตัดสินใจยุบสภา ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 โดยอ้างว่าเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
แต่พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ในระหว่างช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ฟ้องร้องกล่าวหาพรรคไทยรักไทยว่าจ้างพรรคเล็กให้ส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง และ กกต. สอบสวนพบว่ามีกรว่าจ้างให้พรรคเล็กส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งจริง ได้แก่พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไท ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือพรรคใหญ่ จะได้ไม่ต้องเผชิญกับการที่สมาชิกที่สมัครรับเลือกตั้งต้องได้คะแนนเสยง 20 % ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต
การต่อต้านการเลือกตั้งด้วยการชุมนุมคัดค้าน ทั้งจากพรรคฝ่ายค้านและประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งความผิดพลาดในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. การกำหนดวันเลือกตั้งเร็วเกินไป (เอื้อประโยชน์แก่พรรครัฐบาล) การจัดคูหาเลือกตั้งในลักษณะหมิ่นเหม่ต่อการทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ การยอมให้ผู้สมัครับเลือกตั้งสมัครซ้อนมกกว่า 1 เขต รวมทั้งการเปิดรับสมัคร ส.ส. เพิ่มเติม หลังการรับเลือกตั้งสิ้นสุดแล้ว รวมถึงความวุ่นวายในการเลือกตั้ง มีการประท้วงของประชาชนด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้ง
ศาลปกครอง ได้วินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไป ในวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สรุปปัญหาการเลือกตั้ง
แม้การเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือในการทำให้ระบบการปกครองเป็นประชาธิปไตย ประชาชน ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการมีการจัดการปกครอง แต่จากประสบการณ์การเลือกตั้ง ของสังคมไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การออกแบบการเลือกตั้งให้ดี ให้สามารถสนองประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง กว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เรื่องง่าย
1. การเลือกตั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้ปกครองหรือนักการเมืองในการเข้าสู่อำนาจ มากกว่าการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของประชาชนในการเลือกผู้นำและนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน
2. การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นการทำงานในลักษณะรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นการทำงานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก รอปัญหาวิ่งเข้าหมาหามากกว่าการป้องกัน ปัญหาการซื้อขายเสียงในการเลือกตั้งแพร่ระบาดมาก แต่ ก็ไม่สามารถจัดใครได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าการปฏิรูปการเมืองให้ใสสะอาด ปราศจากการซื้อเสียงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
3. การใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ในมุมของประชาชน เป็นภาระมากกว่าเป็นประโยชน์แท้จริงของประชาชน
4. การบังคับให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ ไม่มีผลต่อการแก้ปัญหาการซื้อเสียงอย่างใดนัก และไม่ได้ช่วยให้ได้ ส.ส. ที่มีคุณภาพมากขึ้น สูงขึ้น
5. นโยบายปฏิรูปการเมืองด้วยการส่งเสริมพรรคใหญ่ ลงโทษพรรคเล็ก ไม่ทำให้ระบบการเมืองมีประสิทธิภาพดีขึ้น ในทางตรงกันข้าม กลับทำให้เกิดการผูกขาดอำนาจ และกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจ รวมไปถึงสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทำหน้าที่ไม่ได้
6. การกำหนดคุณสมบัติด้านการศึกษาของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ให้สูงขึ้น ไม่ได้ช่วยให้การเมืองใสสะอาดหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างที่ต้องการให้เป็น
ตรงกันข้าม กลับเป็นการกีดกันคนที่มีความสามารถเข้าสู่สภา

เพื่อให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์และเป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ทุกภาคส่วนต้อง
1. ประชาชน
1. การให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ
2. มีส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบาย
3. มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
4. ส่งเสริมให้ประชาชนได้ทราบและตระหนักในสิทธิหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้ง
5. การสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการกระจายอำนาจและทรัพยากรต่าง ๆ ที่ไม่เท่าเทียมกันอันมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
6. ประชาชนมีความรู้ทางการเมือง ไม่ขายสิทธิและขายเสียง

2. นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องมี ยึดหลักการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance)
หลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี 6 ประการ
1. หลักนิติธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม
2. หลักคุณธรรม ได้แก่ การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม โดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือหลักในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างแก่สังคมและส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อม ๆ กัน
3. หลักความรับผิดชอบ ได้แก่ การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การแก้ไขปัญหาสาธารณะ และกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา
4. หลักการมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินปัญหาสำคัญของประเทศ
5. หลักความโปร่งใส ได้แก่ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุง กลไก การทำงานขององค์การทุกวงการให้มีความโปร่งใส ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้
6. หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม รณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่าและสร้างสรรค์
หลักทศพิธราชธรรม
1. สละทรัพย์สิ่งของช่วยเหลือประชาชน (ผู้อื่น)
2. มีความประพฤติที่ดีงาม
3. เสียสละความสุขสำราญส่วนตน
4. มีความสัตย์ซื่อ ซื่อตรง ไม่หลอกลวงผู้อื่น
5. เป็นผู้มีอัธยาศัยไม่เย่อหยิ่ง ถือตน
6. ไม่หลงใหลในอบายมุขหรือความสุขส่วนตน
7. ไม่ลุแก่อำนาจแห่งความโกรธ จนเป็นเหตุให้ทำการใด ๆ ผิดพลาดต่อศีลธรรม
8. ไม่หลงระเริงในอำนาจ เบียดเบียนผู้อื่น
9. มีความอดทนต่องานที่ทำ ถึงจะลำบากเพียงใดก็ไม่ท้อถอย
10. ยึดมั่นในความยุติธรรม

ไม่มีความคิดเห็น: